| Kee 的个人资料kee照片日志列表 | 帮助 |
kee |
2007/9/20 เรื่องของผมเอง ตอนที่ 11... ทำไม... จากประสบการณ์ ที่ผมเคยผ่านพบมา
คนที่ดูดี เอาขนมไปให้คนอื่นกิน คนอื่นพูด ว่ามีน้ำใจ นึกถึงคนอื่น
ถ้าเป็นผม เอาขนมไปให้คนอื่นกิน คนอื่นพูด มันจะหมดอายุแล้วอะดิ ถึงเอามาให้คนอื่นกิน คนที่ดูดี ยืมของแล้วลืมคืน พอนึกขึ้นได้แล้วเอาไปคืน คนอื่นว่า ไม่เป็นไรของมันลืมกันได้
ถ้าเป็นผม ยืมของแล้วลืมคืน พอนึกขึ้นได้แล้วเอาไปคืน คนอื่นว่า กะขโมยเป็นของตัวเองเลยว่างั้น คนที่ดูดี ถือเศษจานที่แตก คนอื่นคิดว่า คงช่วยเก็บจานที่แตกไปทิ้ง
ถ้าเป็นผม ถือเศษจานที่แตก คนอื่นคิดว่า ผมเป็นคนทำจานแตก คนที่ดูดี มองผู้หญิง คนอื่นว่า เค้าสนใจคนนั้น
ถ้าเป็นผม มองผู้หญิง คนอื่นว่า ไอ้หื่นเอ้ย คนที่ดูดี ยืนอ่านหนังสือตามร้านขายหนังสือ คนอื่นว่า กำลังเลือกหนังสือ ถ้าเป็นผม ยืนอ่านหนังสือตามร้านขายหนังสือ คนอื่นว่า ไอ้งก ของซื้อของขายมาอ่านฟรีตลอด คนที่ดูดี ยืนถือขนมแล้วมีเด็กอยู่ข้างหน้า คนอื่นมองว่า กำลังจะให้ขนมเด็ก
ถ้าเป็นผม ยืนถือขนมแล้วมีเด็กอยู่ข้างหน้า คนอื่นมองว่า กำลังจะแย่งขนมเด็ก หรือว่า หน้าตาเป็นเครื่องตัดสินว่าคนใหนควรจะเป็นคนดี...
(...ติดตามตอนต่อไป...) 2007/7/3 เรื่องของผมเอง ตอนที่ 10 ... ทบทวน(ส่วนแรก...บทเริ่ม)ในระหว่างที่ผม กำลังเขียนเรื่องของผม(ส่วนแรก)อยู่ในขณะนี้ ก็เป็นอีกครั้งที่ ผมไม่ได้พำนักอยู่ที่เกียวโต แต่อยู่ระหว่างการมาสัมมนาวิชาการที่จัดเป็นประจำทุกปีที่เมืองชิบะ ซึ่งเป็นเมืองเมืองหนึ่งของนครโตเกียว ครั้นเมื่อกลับมาคิดดูอีกที ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ของปีที่แล้ว การมาสัมมนาวิชาการนี้ถือเป็นจุดเริ่มแห่งการเดินทางของผมในญี่ปุ่นนั้นเอง ผมยังจำได้อยู่เลยว่า ในตอนนั้น ผมได้รับโทรศัพท์ ชักชวนกึ่งบังคับ ให้ไปร่วมเดินทางเพื่อไขปริศนาแห่งพื้นที่ที่ยังไม่เคยไป ถึงแม้ผมจะยังงง ด้วยที่ว่าเพิ่งเสร็จสิ้นจากการประชุมสัมมนา อันน่าเบื่อ กอปรกับ ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับการชักชวนเข้าวงการด้วย แต่ผมก็ตอบตกลงแทบจะในทันที ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะไปแห่งหน ตำบลใด ประมาณว่า ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ โอเคครับ ที่ตลกที่สุดก็คือ ผมตอบตกลงไปทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จะกลับไปร่วมก๊วนเดินทางทันหรือเปล่า เพราะว่าในตอนนั้น ผมยังอยู่ที่งานสัมมนา และยังไม่ได้จองรถเที่ยวขากลับมายังเกียวโต แถมไม่รู้ด้วยว่าจะไปจองรถที่ไหน เพราะว่า เป็นการเดินทางออกนอก เกียวโตด้วยตัวคนเดียวครั้งแรกของผม และแถมด้วย ความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นอันจำกัดอย่างยิ่งของผมในตอนนั้นมันก็ทำให้ผมมี ลุ้น ระทึกเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย แต่อย่างว่าล่ะครับ สำหรับ เด็กลูกทุ่ง หนุ่มบ้านนา ผู้ซึ่งหลงไหลในการท่องโลกกว้างอย่างผม ถ้าเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวแล้ว อุปสรรคเรื่องภาษาไม่ใช่เรื่องที่จะมาขัดขวางการออกเดินทางของผมได้ และแน่นอน ผมสามารถกลับมาเกียวโตเพื่อร่วมก๊วนท่องเที่ยว ได้ทันเวลาพอดิบพอดีอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว ซึ่งหลังจาก การออกเดินทางในครั้งนั้น จนมาถึง ณ วันนี้ เวลานี้ ที่ผมกำลัง นั่งเขียนเรื่องของผมเอง(ส่วนแรก)อยู่ขณะนี้ เรื่องราวแห่งการเดินทางของผม ได้ เกิดขึ้นอย่างมากมาย...มากมายจริง ๆ เพราะ ณ ตอนนี้ ผมสามารถกล่าวอ้างได้เลยว่า ผมได้เดินทางเกือบทั่วทั้ง เกาะญี่ปุ่นมาแล้ว(ยังขาดอีก เพียง สอง สาม ที่เท่านั้น ก็จะครบทั้งประเทศญี่ปุ่น อิอิ) (ส่วนหลัง...ภาคจบ)ถ้านับต่อจาก การเดินทางครั้งที่แล้ว ๆ มา โดยเริ่มต้นที่หลังจากปีใหม่ การเดินทางของผมถือได้ว่า สร้างความแปลกตา ในมุมมองที่แปลกใหม่ ต่อจากการเดินทางครั้งก่อน ๆ อาทิเช่น ณ บางแห่งเมื่อครั้งก่อนผมไป เยือนในช่วง ฤดูร้อน มาครั้งนี้ผมได้ มีโอกาสกลับไปอีกครั้งนึ่ง แต่ต่างกันที่ ผม ไปในช่วงฤดูหนาว ซึ่งทำให้ผมได้เห็น อีกมุมมอง ของสถานที่นั้น จากที่ ภาพที่เห็นเป็น"ทุ่งสีเขียว"ของต้นหญ้า ในฤดูร้อน แปลเปลี่ยน ไปสู่"ทุ่งสีขาว"ของปุยหิมะ นั่นเอง ไม่เฉพาะแต่สถานที่ที่เคยไปเยือนมาแล้ว และได้กลับไปเยือนอีกครั้ง ผมยังได้เดินทางไปในสถานที่แห่งใหม่ที่ผมยังไม่เคยไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น เมืองแห่งประตูแดงใหญ่ ทางใต้ หรือเมืองที่ชื่อเมืองชวนเมา ทาง อีสาน หรือแม้แต่ เกาะแห่งความฝันและศิลปะ ทางภาคกลาง ที่ทั้งเกาะถูกตกแต่งไปด้วย งานศิลปะ ไม่เว้นแม้แต่ ผู้คนบนเกาะแห่งนั้น นอกจากสถานที่ต่าง ๆ ที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปนั้น สิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน ก็คือ ช่วงการเดินทางนั้นเอง ผมได้มีโอกาสพบกับประสบการณ์การเดินทางที่แปลกใหม่กว่าครั้งก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางด้วยรถไฟตู้ยืน(เพราะคนเยอะ ไม่เหลือที่นั่ง)ที่ห้ามพลาดในการต่อรถไฟ ขบวนต่อไป หรือ รถไฟตู้นอน ที่แอบไปจอดกลางทุ่งนา อยู่นานสองนาน เพื่อให้ไปถึงที่หมายตามกำหนดเวลาพอดิบพอดี หรือแม้แต่ รถประจำทางที่นั่งแยกเดี่ยว ที่เปิดหนังให้ดู แต่ไม่เปิดเสียงให้ฟัง เป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนประกอบกันเป็น ความทรงจำแสนสนุก ที่จะคงอยู่และ เก็บไว้กับตัวผมตลอดไป ไม่อาจมีสิ่งใดมาลบเลือนไปจากผมได้อย่างแน่นอน (...ติดตามตอนต่อไป...) 2007/4/5 เรื่องของผมเอง ตอนที่ 9 ... จากลา...เมื่อซากุระบาน เวลาแห่งการจากลาก็จักได้เวียนมาถึง แต่อีกนัยนึง ก็หมายถึง เวลาแห่งการเริ่มต้นได้กลับมาอีกครั้ง... ...ที่ขึ้นมาอย่างนี้ เหตุก็เพราะว่า มันคือเรื่องจริงที่ไม่ได้ กล่าวอ้างเกินเลยใดๆ ทั้งสิ้น นั่นคือ ช่วงเวลาแห่งดอกซากุระบานนี้ เป็นช่วงที่ เหล่าบรรดานักเรียน นักศึกษาที่ศึกษาในประเทศญี่ปุ่น ได้ สำเร็จการศึกษา จากสถาบันการศึกษาต่าง และซึ่งรวมไปถึง เหล่านักศึกษาจากประเทศไทย ก็ได้สำเร็จการศึกษา และพร้อมที่จะนำความรู้กลับไปเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป... ...นั่นก็ คือในทางกลับกัน มันคือการเริ่มต้นใหม่ ในอีกบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างไปจากบทบาทและหน้าที่ของนักศึกษา ในอีกวาระหนึ่ง ต่างกรรมและต่างสถานที่ ตามแต่วิถีทางที่แต่ล่ะบุคคลจะเลือกเดิน หรือได้วางแนวทางเอาไว้... ...ดังนั้น การจากลาในที่นี้ จึงไม่ใช่การลาจาก แต่เป็นเพียงการบอกถึง “จุดสิ้นสุดของวาระเก่า” เพื่อ การก่อให้เกิด “การเริ่มต้นของวาระใหม่” เท่านั่นเอง... ...ซึ่ง ผมก็ขอ ยกบางช่วงของเพลง ที่มีความหมายดี ๆ และเป็นเพลงที่ผมชอบ มาไว้ตรงนี้ด้วย...
... มีพบกัน จากกัน เป็นธรรมดา...จากกันเพื่อให้รู้ว่า ยังรักอยู่เสมอ... ... มีพบกัน จากกัน อย่างฉันและเธอ ...จากกันเพื่อให้ เจอกับความรู้สึกเหล่านั้น...
(...ติดตามตอนต่อไป..) 2007/2/14 เรื่องของผมเอง ตอน (พิเศษ) ... ลูกโซ่... หลังจากที่หายตัวไป(เที่ยว)นาน พอกลับมาก็มาพบว่า โดนให้เป็นหนึ่งในบุคคล ทั้ง ห้าที่ ต้องเขียน เล่าเรื่องของตัวเองที่คนอื่นไม่รู้มาก่อน ซึ่งเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งที่กำลังระบาด(มั้ง)ในกลุ่มคนที่มี “แบบบันทึกอิเลกทรอนิกส่วนตัว” (แปลด้วยความเข้าใจส่วนตัวจากภาษาอังกฤษคำว่า บล๊อก ) อยู่ในขณะนี้ ซึ่งมันคืออะไร ผมก็ยังงงอยู่ แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ โอเคครับ อิอิ ... ... ก็เลยลองไปอ่านดูจาก แบบบันทึกอิเลกทรอนิกส่วนตัว ของคนอื่น ๆ ที่โดนให้ทำในลักษณะเดียวกันกับผมในตอนนี้ ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งหลังจากแอบไปอ่านมาหลาย ๆ คน ก็พอจะสรุปได้ว่า เราต้องเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองห้าอย่างที่คนอื่นไม่เคยรู้มาก่อน จะเป็นเรื่องอะไร ก็ได้ ห้าเรื่อง ... ... ดังนั้น เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา ผมก็ขอเริ่มเลยแล้วกัน กับเรื่องราวชีวิตอันแสนราบเรียบของผม ห้าเรื่อง ... เรื่องที่ 1 ไก่ ... ... เรื่องนี้มันเกิดขึ้นสมัยผม อายุยังอยู่ในเลข หลักเดียว (จำไม่ได้ว่าอายุเท่าไร่ แต่น่าจะ 5 ขวบมั้ง) คือเนื่องจากอยู่บ้านนอกครับ แถว ๆ บ้านจึงมีการเลี้ยงเป็ด ไก่ กันเป็น กิจวัตร เป็ดไก่ ก็เดินกันให้ว่อนหมู่บ้าน ซึ่งมีอยู่วันหนึ่ง ผมก็กำลังเล่น ดินหินแถว ๆ ในหมู่บ้านตามภาษาเด็กบ้านนอกทั่วไป ตอนนั้น กำลังเล่นกันอย่างเพลินครับ ปรากฏว่า พอรู้ตัวอีกที ก็ตกอยู่ในวงล้อมของไก่ ครับ ไก่ล้วน ๆ ครับ ทั้งแม่ไก่ ลูกไก่ ไก่ตี ไก่ย่าง ไข่ไก่ ฯลฯไก่ ไม่รู้มันมาจากไหน และไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด มีไก่ตีตัวหนึ่ง เกิดอาการคลั่งยาบ้า(มั้ง) วิ่งไล่จิกผมราวกับว่า ผม เป็น ไก่ตีคู่ต่อสู้ของมัน ผมก็ต้องวิ่งหนีซิครับ แต่ความซวยมันยังไม่จบอยู่แค่นั้นครับ ประมาณว่าหนีเสือปะจระเข้ ครับ แต่ เป็นว่า หนีไก่ตี เจอแม่ไก่ ครับ ประมาณว่า ไอ้แม่ไก่ตัวนั้นคงนึกว่าผมจะวิ่งไปจับลูกไก่ที่เป็นลูกของมันมั้งครับ มันเลย สวมบทไก่ตีอย่างโหด ซึ่ง โหดกว่าไก่ตีคลั่งยาบ้าตัวที่แล้วอีกครับ คราวนี้ทำไงล่ะครับ หนีก็หนีไม่ได้ ก็ร้องไห้ซิครับ ร้องจนแม่ออกมาไล่ “โขลงไก่” ออกไป แต่เรื่องมันยังไม่จบแค่นั้นครับ พอหลังจาก เหตุการณ์ดังกล่าวได้ผ่านไป ผมยังมีอาการ กลัวติดอยู่ในใจ ก็เลยถามแม่ว่า ไล่ไก่ไปหมดยัง แม่ก็บอกว่า มันไปหมดแล้ว ผมก็เลยออกมาจากบ้าน แต่ผลปรากฏว่า ไอ้แม่ไก่ ตัวโหดนั้น มันนั่งกกลูกของมันอยู่หน้าประตู โดยสายตาของมันจ้องมองอย่างโหดราวกับจะบอกว่า ถ้าผมออกมาเมื่อไร่ มันจะไล่จิกอย่างแน่แท้ ผมก็ร้องไห้ต่อซิครับ แล้วก็วิ่งไปพลางร้องไห้ไปบอกแม่ ว่าไก่มันมองหน้า เท่านั้นล่ะครับ ทั้งแม่ทั้งพ่อ รวมทั้งญาติ พี่น้องที่อยู่ แถว ๆ นั้น ก็ ฮาแตก กันทั้งบ้านครับ ซึ่งเป็นการพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตครับ เพราะ ไม่ว่าจะโตขนาดไหน แม่ผมก็ยังขุดเรื่องนี้มาล้อผมอยู่เรื่อย ว่า “ไก่จ้องหน้าก็ร้องไห้” ครับ (เป็นการพลาดอย่างหาที่เปรียบมิได้) ... เรื่องที่ 2 ดวง ... ... เรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ดวงล้วน ๆ” ของผม สำหรับเรื่องการเรียนครับ เริ่มกันตั้งแต่ ตอนเข้าอนุบาล เลยครับ จำได้ว่าเขามีการจับฉลากเข้าโรงเรียนอนุบาลครับ เนื่องจากโรงเรียนดังกล่าวเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดซึ่งถ้าเข้าได้ตั้งแต่อนุบาลก็สามารถ อยู่เรียนต่อจนจบชั้นประถมหกได้ครับ ใคร ๆ ก็เลยต้องการให้ลูกหลานได้เข้าโรงเรียนนี้ ครับ ดังนั้น เมื่อคนเยอะเกินที่โรงเรียนจะรับได้ ก็เลย ต้องมีการจับฉลากเกิดขึ้นครับ ซึ่งแน่นอน ความดวงดีมันไม่เข้าใครออกใครครับ ผมก็ดันจับฉลากเข้าได้ครับ หลังจากนั้นก็ ต่อกันด้วย พอจบประถมหก ก็ต้องเข้าชั้นมัธยม ซึ่งสำหรับเด็กที่อยู่ในพื้นที่บริการ ง่าย ๆ คือ พวกเด็กบ้านใกล้โรงเรียนครับ จะได้สิทธิ์สองแบบคือ มีสิทธิ์สอบ กับมีสิทธิ์จับฉลาก ซึ่งเด็กบ้านใกล้โรงเรียนก็มีไม่ใช่น้อย แต่ดันต้องการเข้าโรงเรียนนี้มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด ดังนั้นก็เลยมีให้จับฉลาก ซึ่ง การจัดการจับฉลาก จะจัดรอบให้เด็กขึ้นไปจับ ทีล่ะ 32 คน โดยจะมีผู้ได้เข้าเพียง 6 คนต่อรอบเท่านั้น ซึ่งในครั้งนั้น ลำดับการไปจับฉลากของผมของรอบ คือ ลำดับที่ 31 เห็นตัวเลขแล้วแทบหมดหวัง เพราะ รอบก่อนหน้าผม บางที ลำดับที่ 20 ก็ ได้ครบ 6 คนแล้ว ที่เหลือ ก็คอตกกลับบ้านไปรอลุ้นผลสอบแทน แต่พอมาถึงรอบผม ก็เหมือน ๆกับรอบก่อน ๆ คือ ที่นั่ง 1 ถึง 5 ได้ตั้งแต่ราว ๆ 18 คนแรกครับ แต่ที่ต่างไปจากรอบอื่น ๆ ก็คือ ที่นั่งสุดท้ายนี่ล่ะครับ คือว่า ตัวผมนี่ครั้งแรกก็ไม่ได้หวังอะไรแล้วครับ ได้ออกไปจับตั้งคนที่ 31 มันจะเหลือได้ไง แต่ก็เพราะดวง นี่ล่ะครับ ซึ่งทำให้ เด็กคนอื่น ๆ จับฉลากไม่ได้ ติดต่อกัน จนผู้ปกครองของเด็กที่ ลำดับการจับฉลากอยู่ลำดับท้าย ๆ เริ่มมีเฮ จนกระทั้ง เหลือ สี่คนสุดท้าย หนึ่งในนั้นรวมผมอยู่ด้วย ในตอนนั้นเอง มันทำให้รู้ได้ถึงรังสี สาบแช่ง กันแบบสุด ๆ ประมาณว่า แช่งกันอย่าให้ใครจับได้ยกเว้นตัวเองครับ บางคน มีเล่นของครับ เห็นกันจะจะ ว่า พ่อของเด็กคนหนึ่งวิ่งเอาพระมาสวมให้ลูกครับ อย่างแรงครับ แต่ ทว่า ก็ยังไม่มีใครจับได้ จนกระทั่ง เหลือ ผม กับคน ที่ 32 กับ ฉลาก ได้กับไม่ได้ อย่างล่ะใบ ตอนที่ผมขึ้นไปจับ ผมรู้สึกได้ถึงรังสี คำว่า “จับไม่ได้ ๆ ๆ ๆ” ลอยมากระทบทั่วทุกทิศทาง อย่างโหดครับพี่น้อง ประมาณว่า ทั้งคน ที่ 32 กับ พ่อแม่พี่น้องเหล่าญาติของ คนที่ 32 ส่งกระแสจิตมา แช่งกันจะจะ แต่ด้วยความที่ ดวงมันแรงจนหยุดไม่อยู่ครับ ผมดันจับฉลากได้ และก็เห็นกันจะจะอีกครับ ว่า คนที่ 32 หน้าถอดสีไปเลย และรวมไปถึง เหล่าผู้ปกครองของเด็กคนอื่น ก็เฮลั่นห้องประชุมเลยครับ ต่อจากนั้น ยังครับยังไม่หมด หลังจากเมื่อได้ เข้าเรียน ผมก็ใช้ดวง มากกว่าการตั้งใจเรียนครับ เพราะหลังจากเข้าได้โดย ดวงมาแล้ว จึงมีความมั่นใจว่า สามารถจบมัธยมหก ด้วยดวง อย่างแน่นอนครับ ซึ่งก็เป็นตามคาดครับ ผมใช้ดวงมากกว่าการเรียนจนจบมัธยมมาได้ ฮ่า ๆ เป็นความภูมิใจเล็กน้อย เพราะว่า ผมเห็นเพื่อนคนอื่นตั้งใจเรียนกันอย่างเอาเป็นเอาตายแต่ผมกับ โดดเรียนอย่างเอาเป็นเอาตายแทน แต่ก็จบพร้อม ๆ กับคนอื่นเขา อิอิ ต่อครับต่อ ก็ต้องต่อด้วย มหาวิทยาลัย ตามค่านิยมทั่วไปใช่มั้ยครับ หลายคนคงเริ่มสงสัยว่า ผมจะจับฉลากเข้ามหาวิทยาลัยอีกหรือ แต่ทว่า มันไม่มีจับฉลากน่ะซิครับ ที่นี้ ทำไง ง่ายๆ ครับ ก็สอบ เอ็นทร้านซ์ นะซิครับ แต่ครับแต่ เนื่องมาจาก ใช้ดวงในการเรียนมากกว่าตั้งใจเรียนครับ แล้วจะเอาความรู้ที่ไหนไปสอบเอ็นฯ ล่ะครับ ทีนี้ ก็เลยต้องใช้วิชาที่ฝึกมาตลอด คือ วิชาวัดดวงครับ เพราะว่า การสอบเอ็นฯ ในปีผม มันเป็นข้อสอบ แบบ กากบาทเป็นหลัก ครับ ผมก็เลย งัดไม้ตายขั้นสุดยอด คือ "กากบาทลายสวยด้วยดวงนำทาง" ประมาณว่าผมทำข้อสอบเสร็จ โดยไม่ได้แกะข้อสอบมาอ่านเลยครับ ไม่อยากจะบอกว่า หลังจากผมใช้ดวงเปิดประตูแห่งจิต สำเร็จวิชา “มหาดวงช่วยกากบาท” เหมือนกับว่าผมมองเห็นแนวทางการกากบาท บนกระดาษคำตอบครับ อิอิ แต่ก็เฉพาะส่วนที่เป็นกากบาทนะครับ ตรงในส่วนที่เป็นเติมคำ ผมก็ แจกเบอร์โทร บ้านผม ลงไปเลยครับ อิอิ (ยังฝึกไม่ถึงขั้น “ดวงเติมคำ” ครับ) แต่ขอโทษครับ ดวงมันแรงครับ คะแนนเอ็นฯ ที่ได้จาก วิชาวัดดวงนี่ มากพอที่ทำให้ เอ็นฯ ติดด้วยนะ อิอิ ไม่อยากจะคุย ฮ่า ๆ ยังครับดวงยังแรงไม่ตกครับ ตามระบบเดิมครับ ใช้ดวงมากกว่าตั้งใจเรียนครับ ก็สามารถจบ ปริญญาตรีมาได้อย่างเฉียดฉิวครับ ฮ่า ๆ ๆ (สองปริ่ม ๆ ) หลังจากจบตรี ก็เกิดอาการอยากเรียนต่อ โท ครับ ซึ่งก็เพราะดวงดีอีกนั้นล่ะครับ ไปเจอภาควิชา ที่ต้องการ เด็กที่จบ ป ตรี สาขาที่ผมจบพอดี ก็เลย ได้เรียนต่อโท โดยการสอบสัมภาษณ์ อย่างเดียว อิอิ ดวงซะงั้น ยังครับ ความดวงของผมยังไม่หมดครับ หลังจาก เรียน จบโท โดยระบบ ดวง ต่อ เรียน เป็น 60:40 ก็ยังส่งผลให้ ผมได้เรียน ต่อ ป เอก แถม ต่างประเทศอีกต่างหากครับ ในครั้งนี้ ความดวงมันซับซ้อนอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ครับ จึงขอรวบรัดตัดตอน ไปตอนท้าย ๆ เลยแล้วกันครับ คือหลังจาก ส่งใบสมัครทุนไปแล้ว โดยปกติพอหลังเส้นตายปิดรับสมัครทุน จะมีผู้ประสงค์รับทุนเพื่อเรียนต่อที่ที่ผมเรียนอยู่ ณ ขณะนี้ จากทั่วโลก ประมาณ 20 คน แต่จะมีผู้ได้ทุนเพียง หนึ่งเดียวครับ แต่ ทว่า เป็นเพราะดวงครับพี่น้อง มาถึงคราวผมครับ กลับกลายเป็นว่า มีผมส่งใบสมัครทุนคนเดียวครับ พี่น้อง มันสุดดวงจริง ๆ ครับ ผมเลย ไม่ต้องสอบอะไรทั้งสิ้นเลยครับ ก็ได้ มาเรียน ต่อ ป เอก อย่างทุกวันนี้ล่ะ ครับ อิอิ คาดว่าคงไม่น่าเกินจริงอะไรที่จะพูดว่า ชีวิตการเรียนของผม มันอยูที่ดวงล้วน ๆ ครับ ฮ่า ๆๆๆ ... เรื่องที่ 3 รองเท้า ... ... เรื่องนี้ย้อนกลับไปตอนผมยังอยู่ระดับประถมสี่ ถึง ห้านี่ล่ะครับ เป็นความทรงจำเกี่ยวกับผู้หญิงครั้งแรกครับ อิอิ ไม่ต้องคิดไปไกลครับ ไม่เกี่ยวกับเรื่องรักใคร่ใด ๆ ทั้งสิ้นครับพี่น้อง แต่มันเป็นความทรงจำ “สุดห่วย” ที่ยากจะลืมครับ เรื่องก็มีอยู่ว่า ตอนระหว่างพักเที่ยงครับ ตามภาษากลุ่มเด็กผู้ชายซึ่งเรียนอยู่บ้านนอกครับ การเล่นในช่วงพักเที่ยงจึงเป็นการเล่นที่เถื่อนดิบเล็กน้อยถึงปานกลางครับ โดยการเล่นครั้งนั้นคือ การ “ปารองเท้าใส่กัน” ครับ ซึ่งระหว่างที่ผมกับเพื่อน ๆ กลุ่มผู้ชาย กำลังขว้างรองเท้าใส่กันอย่างเมามันส์ครับ “เจ้าหล่อน” ไม่รู้โผล่เข้ามาตอนไหนครับ เดินตัดเข้ามา ประจวบกับเป็นช่วงเสี้ยวนาทีเดียวกับที่ผม “ทิ้งทั้งแขน” เหวี่ยงรองเท้าออกไปแล้วครับ ในตอนนั้นครับ ผมรู้สึกเหมือนทุกการเคลื่อนไหวรอบตัว ต่างช้าลง จนผมสามารถมองเห็น “การหมุนของรองเท้าข้างนั้น” กำลังลอยตรงดิ่ง ไปยังใบหน้า “เจ้าหล่อน” อย่างชัดเจน ประมาณว่านับรอบการหมุนได้เลย จำติดตาเลยครับ สำหรับภาพรองเท้าแปะที่ใบหน้าของ เพื่อนสาวคนนั้นของผม อย่างจังครับ พี่น้อง ครับ คุณเธอหลังจาก โดนรองเท้าเข้าไปที่หน้า ก็ “ล้มทั้งเดิน” ตามแรงการปะทะ ครับ หลังจากนั้น ผมไม่ขอเล่าต่อครับให้ไปเดากันเองครับ แต่ใบ้ให้ว่า ผมนอนไม่หลับไปสามสี่วันเลยครับ อิอิ ... เรื่องที่ 4 ด้านมืด ... ... ย้อนกลับไปช่วงที่ผมเรียนในระดับมัธยม ต้นถึงปลาย ด้วยความที่ว่า ทั้งพ่อและแม่ผม เป็นครูอาจารย์ ภาพพจน์ ของ ลูกอาจารย์ต้องดี เพื่อไม่ให้พ่อแม่เสื่อมเสียชื่อเสียง ประมาณว่า สอนได้แต่ลูกคนอื่น แต่ลูกตัวเอง กลับสอนไม่ได้ อะไรประมาณนี้ ผมเลยต้อง ใช้ความพยายามอย่างมาก ที่จะรักษา ภาพพจน์ หน้าฉาก ให้ดูเป็นเด็กดี ซึ่งเป็นอะไรที่ขัดแย้งกับตัวตนของผมโดยสิ้นเชิง เพราะว่า ผมมักจะกระทำตัวออกไปทาง “ด้านมืด” เป็นส่วนใหญ่ ในสมัยนั้น ทั้ง โดดเรียนไปเที่ยวน้ำตก ป่าเขา ตีสนุ๊ก เป็นกิจวัตร แอบกินเหล้าตั้งแต่อยู่ มัธยมสอง พอมีรถจักรยานยนต์ก็ไป ขับซิ่งแข่งตามท้องถนน แอบหนีไปเล่นไพ่ เล่นฟุตบอลพนันเงิน เป็นต้น สารพัด ที่ เด็กไม่ดีชอบทำกัน แต่ก็เพราะความดวงของผม มันแรงอีกนั้นล่ะครับ ที่เรื่องด้านมืด ดังกล่าวที่ผมทำไป ไม่โดนอาจารย์ จับได้ซักที ก็เลยไม่มีการโดนเรียก ผู้ปกครอง แม้แต่ครั้งเดียว อิอิ ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัว ห้ามเลียนแบบนะครับ ยกตัวอย่างเช่น มีอยู่ครั้ง นึง ผมเตรียมการโดดเรียน โดยไป จอดรถจักรยานยนต์ไว้ที่ โรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งเด็กที่จะโดดเรียนมักจะไปจอดกันเพราะ จะได้หนีออกจากโรงเรียนมาเอารถได้โดยง่าย แต่วันนั้นอาจารย์ ไปสุ่มตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อจับตัว “เด็กเลว” ดังนั้น เมื่อเด็กที่โดดเรียน ออกมาเอารถที่จอดไว้ที่โรงพยาบาล อาจารย์ก็จะจับตัวและลงประวัติไว้ ซึ่งในตอนนั้นผมก็ได้โดดเรียนเพื่อตรงไปเอารถที่จอดไว้ ซึ่งพอเดินเข้าไปโรงพยาบาล ก็รู้ได้ โดยทันทีว่า ซวยแล้วคราวนี้ เพราะว่าอาจารย์ ยืนกันอยู่เต็มเลย พร้อมๆ กับเด็กที่โดดเรียนมาก่อนหน้าผม แต่เนื่องจากความดวง และประกอบกับความเนียนส่วนตัว ซึ่งทำให้ผมนึกได้ว่า วันก่อนหน้านี้ ผมมาที่โรงพยาบาลเพื่อขอใบรับรองแพทย์ แต่คิวยาวมาก ผมจึงรับบัตรคิวแล้วออกมาจากโรงพยาบาล แล้วก็ลืมไปเลย ซึ่งทำให้ผม เนียนพูดกับอาจารย์ได้ว่า ออกจากโรงเรียนมารับใบรับรองแพทย์ ว่าแล้วก็พลางโชว์ บัตรคิว(ของเมื่อวันก่อน)ของโรงพยาบาลให้อาจารย์ดู แต่อาจารย์ก็ถามต่อไปอีกว่าแล้วทำไมมาจอดรถไว้ที่โรงพยาบาล ผมก็เนียนต่อไปว่า มาจอดไว้ ตั้งแต่ตอนเช้าตรู่เพื่อมาขอใบรับรองแพทย์ แต่ว่าคิวยาว เมื่อถึงเวลาเข้าเรียนก็เลย กะจะไปเข้าเรียนก่อนแล้ว สายๆ ค่อยออกมาเอาใบรับรอง แต่พอเดินกลับมาที่จอดรถ เผอิญมีคนอื่นจอดขวางจนไม่สามารถเอารถออกมาได้ เลยจอดไว้ตรงนั้นแล้วเดินไปโรงเรียนแทน (ตอแหลอย่างสุด ๆ) ซึ่งเผอิญ ตำแหน่งที่ผมจอดรถไว้ก็มีรถคันอื่นมาจอดซ้อนอยู่พอดี (ดวงอีกแล้ว) อาจารย์เลยจำนนต่อหลักฐาน ปล่อยผมไป โดยที่เด็กคนอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ต่าง เซ็งในอารมณ์ที่ผม ไม่โดนจับ ฮ่า ๆๆ ผมก็เนียนทำเป็นขอตัวเข้าไปรับใบรับรอง ซึ่งขอไว้เมื่อวันก่อน แล้วเนียนออกมาเอารถแล้วกลับเข้าไปโรงเรียน ถึงแม้ว่าวันนั้นจะอดโดดเรียน แต่ก็รอดจากการเสียภาพพจน์เด็กดีมาอย่างหวุดวิด ... เรื่องที่ 5 คิ้ว ... ... ในเรื่องนี้ ผมอยากจะบอกกับทุก ๆ คนว่า ผมไม่ได้ “กันคิ้ว” นะ (ไม่รู้ว่าเขียนถูกหรือเปล่าครับ)
จบครับ ครบทั้งห้าเรื่องตามข้อบังคับ แล้วก็เนื่องจากเป็นลักษณะคล้าย บทสนทนาลูกโซ่ ซึ่งกำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น เพื่อตัดตอนการระบาด ผมจึงรับอาสา ไม่ระบุรายนามบุคคลทั้งห้า ที่ต้องเขียนเล่าเรื่องในครั้งต่อไปครับ (ความจริงก็คือคนที่รู้จักโดนกันหมดแล้วเลยหาใครมาเขียนไม่ได้นั่นเอง อิอิ)
(... ติดตามตอนต่อไป ...) |
||||
|
|